-n

From Greening of Aiken
Revision as of 23:44, 24 October 2020 by Campspoon3 (talk | contribs) (-n)
Jump to: navigation, search

กีฬาโอลิมปิกสาระน่าสนใจเกิดกีฬาโอลิมปิกกรีซเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดการประลองกีฬาและก็กรีฑา เมื่อราวๆ 1,000 ปีกลายจะมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกทีแรกเมื่อ 233 ปีก่อนพุทธกาลที่วิหาร Olympia เพราะชาวกรีกมีขนบธรรมเนียมรวมทั้งความเชื่อถือว่า กีฬาเป็นกิจกรรมสำคัญที่ทำให้ชีวิตบริบูรณ์ โดยเหตุนั้น การศาสนา หรือการเล่าเรียน แล้วก็วรรณกรรมของภาษากรีกโบราณจึงมีการยกย่องสรรเสริญแล้วก็ชื่นชอบผู้ชนะการแข่งขันกีฬามากกว่านักปรัชญาหรือนักการเมืองในยุคนั้นเสียอีกในการศึกษาวิจัยประวัติความเป็นมาของกีฬาโอลิมปิก นักประวัติศาสตร์ได้อาศัยหลักฐานที่ปรากฏในวรรณคดี ภาพวาด รูปปั้น และก็ประดิษฐกรรมต่างๆที่คนในยุคนั้นเขียนและก็สร้าง จนกว่าทราบพัฒนาการกีฬาของกรีกตั้งแต่สมัยบทกลอน Homer ตราบจนกระทั่งถึงยุคอาณาจักรโรมันว่า การแข่งกีฬาเริ่มจากการมีพิธีกรรมทางศาสนา ดังเช่น เวลาหนุ่มน้อยอยากได้จุดเทียนบูชาทวยเทพในวิหารที่อยู่ไกล เขาจะพากันวิ่งแข่งไปจุดเทียนเป็นคนแรก รวมทั้งเมื่อคนที่ชนะมักเป็นผู้ที่แข็งแรง ผู้คนก็เลยมีความรู้สึกว่า นี่คือเครื่องหมายที่บอกให้เห็นพลังที่ทวยเทพ แม้แต่งานศพในสมัยโบราณก็มีการแข่งกีฬา เนื่องจากผู้คนเชื่อว่า พลังของผู้เข้าแข่งขันสามารถให้ชีวิตแก่คนที่ตายไปแล้วได้ ประเพณีกีฬาในงานฌาปนกิจศพนี้ได้มีติดต่อกันจนถึงยุคโรมัน ก็เลยหยุดไป ซึ่งประเด็นนี้ได้มีปรากฏในวรรณกรรม Aeneid ของ Virgilในเวลาถัดมานักปรัชญา และทหารกรีกได้ปรับปรุงกีฬาให้เป็นทั้งยังกิจกรรมเสริมสุขภาพแล้วก็ตระเตรียมทหารสำหรับในการสู้รบด้วย แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใดคนภาษากรีกเชื่อว่า กีฬาเป็นกิจกรรมเดียวเพียงแค่นั้นที่จะทำให้คนมีร่างกายและจิตใจที่บริบูรณ์ ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้เรียนกรีกในโบราณกาลทุกคนจึงต้องฝึกหัดยิมนาสติก แล้วก็กรีฑา ซึ่งเป็นวิชาบังคับในการค้นคว้า ทั้งยังต้องกำหนดจุดมุ่งหมายว่า เวลาแข่งขันกีฬา สิ่งที่สำคัญที่สุดหมายถึงชัยชนะวรรณกรรม เรื่อง Iliad ของ Homer ได้เอ่ยถึง Archilles ว่าก่อนจะยกกองทัพบุกกรุง Troy Archilles ได้จัดมหกรรมกีฬาเพื่อเคารพต่อ Patroclus ที่ถูกฆ่า โดยให้ทหารในกองทัพ Mycenae เป็นทั้งคนเล่นและผู้ชม และก็กีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในครั้งนั้นเป็นกีฬาแข่งรถศึก ซึ่ง Archilles ได้กำหนดรางวัลสำหรับผู้ชนะเป็นสตรีผู้เลอโฉมและก็มีฝีมือสูงในงานศิลปะ ส่วนคนที่ได้ตำแหน่งลำดับที่สอง จะได้รางวัลเป็นม้าตัวเมียที่ตั้งท้อง สำหรับคนที่ถึงที่กะไว้ 3, 4, 5 รางวัลก็ลดราคาลงตามลำดับ
Homer ได้เริ่มนำเสนอการแข่งกีฬาครั้งนั้นโดยให้ Nestor กล่าวให้โอวาทแก่บุตร Antilochus ผู้จะเข้าแข่งรถศึกว่า ปัญญาเป็นปัจจัยหลักสำหรับในการดำรงชีพของคนในทุกขั้นตอน ชัยชนะจะเป็นของคนที่มีแผนชีวิตดีกับใช้เชาวน์ได้อย่างยอดเยี่ยม และก็ Nestor ก็ได้เน้นให้ลูกชายทราบแนวทางการบังคับม้าให้รอบคอบ โดยให้จับตามองอีกทั้งม้าของตนเอง และของคู่ปรปักษ์ ทั้งยังสอนแนวทางการเลี้ยวโค้งและก็พินิจพิจารณาเคล็ดวิธีบังคับม้าของคู่ต่อสู้ ฯลฯ ถึงจะพูดพร่ำบรรยายเคล็ดวิธีวิชาการอย่างละเอียดสักเพียงใด Nestor ก็มิได้เอ่ยสอนศีลธรรมสำหรับในการแข่งขันว่า Antilochus จะต้องแข่งขันโดยความเป็นธรรม และไม่ฉ้อฉลผู้ใดกันแน่ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะสิ่งที่คนภาษากรีกทุกคนในสมัยนั้นอยากได้เป็นชัยแค่นั้น และความเป็นนักกีฬาไม่มีในระบบความคิดของใครกันแน่เลยการแข่งรถศึกคราวนั้นมีผู้เข้าร่วมแข่งขัน 5 คน แล้วก็ทุกคนมีเลขที่ได้จากการจับฉลาก เมื่อได้รับสัญญาณให้ออกรถยนต์ศึก รถยนต์ทุกคันจะวิ่งไปเป็นระยะทางหนึ่งแล้ววกกลับมาที่จุดเริ่มใหม่ ก่อนเริ่มการประลองสนามวิ่งมีบรรยากาศที่เครียดมากมาย เพราะผู้เข้าแข่งขันทุกคนกลัวแพ้ Antilochus เองก็ยังเอ่ยกับม้าของตนเองว่า หากเขาแพ้ Nestor จะเฉือนคอม้าเจ้าโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เมื่อม้าถูกข่มขู่เช่นนั้น Homer ก็ได้เขียนเล่าเสมือนว่าม้ามีความรู้สึก มันจึงควบสุดฝีเท้า และก็ Antilochus ก็แกล้งบังคับม้าของตนให้วิ่งเสมอเหมือนจะพุ่งเข้าชนรถม้าศึกคันที่อยู่ข้างหน้า จนกระทั่งคู่ปรปักษ์ต้องขยับรถยนต์หนี Antilochus ก็เลยชนะ เรื่องราวนี้ Menelaus ที่ Lacedaemon ทรงทอดพระเนตรเห็นโดยตลอด ก็เลยบอกว่า Antilochus แกล้งคู่ปรปักษ์ แม้กระนั้นไม่มีบาป เพราะว่าได้ชัย แล้วก็ Homer ก็ได้เล่าการแข่งรถศึกคราวนั้นอย่างได้อารมณ์ว่า คนดูซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร พากันตื่นเต้นรวมทั้งมีการทะเลาะวิวาทกันในระหว่างการดู เมื่อเห็นผู้แข่งขันที่ตนเชียร์กำลังชนะหรือกำลังแพ้
สำหรับเพื่อการชิงชัยรถยนต์ศึกระหว่าง Eumelus กับ Diomedes นั้น Homer ได้พูดถึงผลจากการแข่งขันว่า มีทวยเทพเข้ามาเป็นผู้กำหนดคนชนะ เพราะว่าเทวดา Apollo ซึ่งโปรด Eumelus ได้ทรงบันดาลให้ Diomedes ทำยุ่งม้าหลุดจากมือ เมื่อมองเห็นสถานะการณ์เทวดา Athena ซึ่งโปรดปราน Diomedes ก็ทรงบันดลให้แอกเทียมม้าของ Eumelus หัก ทำให้ Eumelus ถูกเหวี่ยงตกจากรถยนต์ มีผลให้ Diomedes เป็นผู้ชนะ Homer ใช้เทพนิยายนี้แสดงให้คนอ่านมีความคิดเห็นว่า ความนับถือรวมทั้งถือมั่นในเทพเจ้า จะก่อให้ไปถึงเป้าหมาย แล้วก็คนเดินดินถึงจะเก่งสักเพียงใด ถ้าเทพไม่ชอบ การชนะก็เป็นไปไม่ได้เลยนอกจากการแข่งรถศึกแล้ว วรรณกรรม Iliad ยังพูดถึงมวย มวยปล้ำ กรีฑา ยิงธนู รวมทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธด้วย ใน กีฬา ชกมวยนั้น Achilles ได้ตั้งรางวัลชนะเป็นล่อ 1 ตัว และรองชนะเลิศเป็นเหยือก 1 ใบ และก็การแข่งขันชิงชัยครั้งนั้นมีการต่อสู้ระหว่าง Euryalus แล้วก็ Epeius ซึ่งได้ขู่คู่แข่งก่อนชกว่า ถ้าถูกเขาต่อยเพียงหมัดเดียวจังๆก็ให้สหายๆของ Euryalus แบกศพไปจัดการได้เลย คำขู่นี้มีส่วนจริง เพราะเหตุว่าการต่อยมวยในสมัยนั้น นักมวยจะต่อยเฉพาะที่ศีรษะและใบหน้าแค่นั้น และก็การชกไม่ใช้น้ำหนักนักมวยเป็นหลักเกณฑ์สำหรับในการเลือกคนชกเลย ฉะนั้น คนที่ตัวเล็กแล้วก็น้ำหนักตัวน้อยก็เลยหลีกเลี่ยงกีฬาชนิดนี้ เนื่องจากถ้าขืนขึ้นเวทีเขาก็อาจถูกต่อยประเภทไม่มีผู้ตัดสินห้ามจนถึงฟุบตายคาเวทีได้ รวมทั้งสำหรับเพื่อการชกครั้งนั้น Homer ได้บรรยายว่า Epeius ต่อยที่ฟันกรามของ Euryalus จนฟันกรามแตกเลือดกบปากและสลบไปสำหรับเพื่อการแข่งขันมวยปล้ำ ซึ่งเป็นกีฬาที่ชาวภาษากรีกนิยมสูงสุด เนื่องจากเป็นกีฬาที่ทดสอบความแข็งแรง ความเร็ว แล้วก็ความชำนาญ แล้วก็การตัดสินใจ ซึ่งมีเป้าประสงค์หลักเป็นให้คู่ต่อสู้เสียสมดุลล้มลง ชัยชนะจะเป็นของคนที่ทำให้คู่ปรปักษ์ล้ม 3 ครั้ง สำหรับการแข่งมวยปล้ำครั้งนั้น Ajax กับ Ulysses จำต้องสู้กันนาน เพราะว่าไม่มีผู้ใดล้มผู้ใดกันแน่ได้ ในที่สุด Achilles จึงวินิจฉัยให้คนทั้งสองเสมอกันสำหรับเพื่อการชิงชัยถัดไป คือ การแข่งวิ่งเท้าเปล่า ระหว่าง Ulysses, Ajax รวมทั้ง Antilochus สำหรับการแข่งขันนี้ เทวดาก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยอีก เมื่อ Ajax กำลังวิ่งนำ แล้วก็ Ulysses กำลังวิ่งตาม Ulysses ได้ทูลขอให้นางฟ้า Athena ช่วย โดยขอยืมปีกของนางมาติดที่เท้าของตน และก็ Athena ก็ทรงประทานให้ แค่นี้ยังไม่เพียงพอเทพธิดา Athena ยังดลใจให้ Ajax เมื่อใกล้จะถึงเส้นชัยล้มคว่ำคะมำหมดรูปอีกด้วย Ulysses จึงได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นถ้วยเงินกีฬาต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นกีฬาชนิดในที่สุดที่ Archilles จัดที่ Troy ให้ Ajax กับ Diomedes ต่อสู้กันด้วยหอก รวมทั้งโล่ ผู้ที่ชนะเป็นผู้ที่รังแกคู่แข่งขัน ตามธรรมดาการต่อสู้นี้ร้ายแรง แล้วก็มุ่งมั่นมากจนผู้ชมได้ยืนขึ้นห้าม เพราะเกรงนักกีฬาคนหนึ่งคนไหนกันจะเป็นโทษ โดยเหตุนั้น ในเวลาถัดมากีฬาจำพวกนี้ได้ถูกยกเลิกไป
โอลิมปิคเกมส์ (The Olympic Games)กีฬาโอลิมปิกเกมส์ เป็นการแข่งกีฬาหลายชนิดจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งจะมีการแข่งขันกันทุกสี่ปีเวียนไปตามประเทศต่างๆโดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากลหรือ “อินเตอร์เนชั่นแนล โอลิมปิค คอมมิทที่” (International Olympic Committee หรือ IOC) เป็นผู้เลือกประเทศผู้จัดงาน โดยใคร่ครวญจากบรรดาประเทศสมาชิกที่ขอจัด ตามข้อมูลตั้งแต่ ค.ศ.ปี 1964 เป็นต้นมา IOC เลือกประเทศตามเกณฑ์กระจายหลักภูมิศาสตร์หรือ “จีโอกราฟฟิค ดิสทริบิวชั่น” (Geographic Distribution) ตัวอย่าง กีฬาโอลิมปิกส์เกมส์คราวที่แล้วปี 2008 เจ้าของงานคือเมืองจีน ทวีปเอเชีย ปีนี้ประเทศอังกฤษ ทวีปยุโรป โอลิมปิคครั้งถัดมาปี 2016 จะเป็นเมือง “ริโอ เด จาเนโร” (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล ทวีปอเมริกาใต้ ฯลฯ ประเทศที่ได้รับเลือกนับได้ว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งทำให้ประชากรทั่วทั้งประเทศนั้นภูมิใจมาก ตอนนี้มีประเทศสมาชิกโอลิมปิก 197 ประเทศ โอลิมปิก เกมส์ ดั้งเดิมมีเกมส์เดียวแล้วก็มีการแข่งขันทุก 4 ปี มาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1924 ได้มีการเพิ่มการแข่งขันกีฬาหน้าหนาว ได้แบ่งเป็น 2 เกมส์เป็น “ซัมเมอร์ โอลิมปิค” (กีฬาโอลิมปิกหน้าร้อน) รวมทั้ง “วินเทอร์ โอลิมปิค” (โอลิมปิคหน้าหนาว) แต่ละเกมมีทุกๆ4 ปี ซึ่งจะมีสลับกันในระหว่าง 2 ปี เท่ากับว่าคุณได้ดูเกมส์ทุก 2 ปี คือ วินเท่อร์ โอลิมปิกเกมส์คราวต่อมาเป็นปี 2014 และ ซัมเม่อร์ กีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งต่อไปคือปี 2016 “วินเท่อร์ กีฬาโอลิมปิก” จะเป็นกีฬาฤดูหนาวเป็นต้นว่า ไอ๊ซ์เสก็ต และก็สกี และก็จะจัดขึ้นในประเทศที่มีตำแหน่งที่ตั้งที่เป็นน้ำแข็งหรือหิมะ “วินเท่อร์ โอลิมปิค” คราวแรกจัดขึ้นที่เมือง “ซาโมนิกส์” ฝรั่งเศษ “วินเท่อร์ กีฬาโอลิมปิก” ครั้งที่แล้วปี 2010 จัดที่เมือง “แวนคูเว่อร์” แคนาดา ครั้งต่อมาปี 2014 จะจัดที่เมือง “โซชิ” ประเทศรัสเชีย เมืองไทยพวกเราได้ส่งนักกีฬาร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหนแรก ในการแข่งครั้งที่ 15ในกรุงเฮงสิงกิประเทศฟินแลนด์ ปี ค.ศ. 1952 และได้เข้าร่วมแข่งขันเรื่อยมาจนถึงเดี๋ยวนี้บ่อเกิดและก็เดี๋ยวนี้ของกีฬาโอลิมปิกการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคเกิดขึ้นตั้งแต่ 1,000 กว่าปีกลายคริสตกาล ในประเทศกรีซ บนยอดดอยโอลิมปัส ดินแดนอิลิส โดยผู้ชมจำต้องไต่ขึ้นไปดูบนยอดดอย (ผู้ชมคงจะควรจะเป็นนักกีฬาด้วยเหมือนกันแฮะ) โดยนักกีฬาจะต้องแก้ผ้าชิงชัยเพื่อแข่งขันความได้ส่วนสัดของร่างกาย (ผู้ชมไม่ต้องเปลือย) นักกีฬาและก็ผู้ชมเป็นผู้ชายเพียงแค่นั้น เริ่มแรกมีกีฬาเพียง 5 ประเภทคือวิ่ง (foot race)กระโดด (jumping)ขว้างจักรแล้วก็พุ่งหลาว (discus and javelin throws)มวยปล้ำ (wrestling) แข่งขันม้า (equestrian events)คราวหลังสถานที่บนยอดเขาแคบไปจุคนไม่หมด จึงย้ายการประลองลงมาที่ตีนเขาโอลิมปัสแทนโดยประมาณปี 776 ก่อนคริสตกาล รวมทั้งได้แก้ไขการแข่งขันใหม่ให้นักกีฬาสวมกางเกง มีการบันทึกการประลองอย่างเป็นทางการ มีพระราชาธิราชเป็นองค์ประทาน รวมทั้งอนุญาตให้ผู้หญิงเข้าดูได้แม้กระนั้นเข้าแข่งขันมิได้ สมัยนู้นนักกีฬาแต่ละคนต้องเล่นกีฬา 5 อย่างคือ วิ่ง กระโจน มวยปล้ำ ขว้างจักรและก็พุ่งแหลน ผู้ชนะจะได้รางวัลคือ มงกุฎทำด้วยกิ่งไม้มะกอกมาจากยอดเขาโอลิมปัสซึ่งเชื่อว่าเป็นที่อาศัยของทวยเทพ “ซุส” (Zeus) เรียก “ช่อลอเรล” โดยพระราชาธิราชเป็นผู้สวมบนหัวให้ แล้วก็ผู้ชนะได้รับเกียรติเดินทางท่องเที่ยวไปทุกรัฐในฐานะผู้แทนของพระเจ้า การแข่งขันชิงชัยนี้ได้จัดขึ้นทุก 4 ปีบ่อยมาถึง 1,200 ปี โดยจัดที่เดียวมาตลอดคือที่ตีนเขา “โอลิมปัส” แว่นแคว้น อิลิส ก็เลยได้เรียกการแข่งขันชิงชัยตามชื่อของสถานที่ว่า “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิค” เมื่อถึงกำหนดการแข่งขันโอลิมปิคทุกรัฐจะต้องให้เกียรติแม้ว่ากำลังสู้รบกันอยู่จึงควรหยุดพักรบแล้วก็มาดูนักกีฬาของตนเองแข่งขัน หลังจากแข่งเสร็จก็เลยกลับไปสู้รบกันใหม่ อุดมคตินี้ถึอเป็นหัวใจของกีฬาโอลิมปิคมาถึงปัจจุบัน บางทีอาจจะเรียกได้ว่า กีฬากีฬาโอลิมปิกเป็นกีฬาสันติภาพ ก็ว่าได้